ความสำคัญของการวางแผน Disaster Recovery สำหรับองค์กร

Close-up view of modern rack-mounted server units in a data center.

Photo by panumas nikhomkhai on Pexels

Disaster Recovery หรือที่เรียกว่า การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ คือกระบวนการวางแผนและเตรียมการเพื่อให้องค์กรสามารถกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ทางไซเบอร์ที่ทำให้ระบบข้อมูลล่ม การวางแผน Disaster Recovery ช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาลูกค้าและคู่ค้า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแม้จะไม่คาดฝัน แต่หากมีแผนการที่ชัดเจน องค์กรก็สามารถลดระยะเวลาในการหยุดชะงักของธุรกิจได้เป็นอย่างมาก

ทางเลือกในการจัดตั้ง Data Center

On-premises Data Center

การจัดตั้ง Data Center ภายในองค์กรเอง (On-premises) เป็นตัวเลือกที่ให้ความเป็นเจ้าของและควบคุมสูง องค์กรสามารถออกแบบและปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของตนเองได้

Colocation Data Center

Colocation คือการให้บริการเช่าพื้นที่ใน Data Center ที่มีอยู่แล้ว องค์กรจะนำอุปกรณ์ของตนเองไปตั้งไว้ใน Data Center ที่ผู้ให้บริการจัดเตรียมไว้

Private Cloud

Private Cloud เป็น Cloud Computing ที่ใช้เฉพาะภายในองค์กร อาจเป็น Data Center ที่จัดตั้งเอง หรือ Colocation ก็ได้ Private Cloud ให้ความยืดหยุ่นและสเกลได้ง่ายกว่า On-premises

ทางเลือกในการใช้ Cloud Services

Public Cloud

Public Cloud คือบริการ Cloud Computing จากผู้ให้บริการภายนอก เช่น AWS, Azure, Google Cloud องค์กรจะรับบริการ Infrastructure, Platform หรือ Software ในรูปแบบ SaaS

Hybrid Cloud

Hybrid Cloud คือการผสมผสานระหว่าง Private Cloud ขององค์กรเอง และ Public Cloud จากผู้ให้บริการภายนอก Hybrid Cloud ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้บริการที่เหมาะสมกับแต่ละงานได้

ทางเลือกในการจัดเก็บข้อมูลสำรอง

On-site Backup

การจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ที่ Data Center ขององค์กรเอง On-site Backup ให้ความเร็วในการกู้คืนและควบคุมได้สูง

Off-site Backup

Off-site Backup คือการจัดเก็บข้อมูลสำรองไว้ที่สถานที่อื่น เช่น Data Center ของผู้ให้บริการ Cloud หรือ Warehouse ที่ถูกออกแบบมาสำหรับจัดเก็บข้อมูล

สรุป

การวางแผน Disaster Recovery สำหรับองค์กรนั้นมีหลายทางเลือกที่องค์กรสามารถพิจารณาได้ โดยแต่ละทางเลือกจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป องค์กรควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณ ความต้องการในการควบคุมข้อมูล ความซับซ้อนในการจัดการ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองค์กรของตนเอง ไม่ว่าองค์กรจะเลือกทางเลือกใด ควรกำหนดเป้าหมาย Recovery Time Objective (RTO) และ Recovery Point Objective (RPO) ที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าระบบและข้อมูลสามารถกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วนหลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การวางแผน Disaster Recovery ที่ดีจะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว